ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามของไทยที่แพทย์เกาหลียังซูฮก!! นพ.พุฒิพงศ์ ภูมิสุวรรณ

indyเมื่อเอ่ยถึงเรื่องการเสริมความงาม แน่นอนว่าประเทศเกาหลี คงได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบให้กับหลายประเทศทั่วโลก ทั้งในด้านเทคนิค การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ รวมไปถึงฝีมือของแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญจนสาวไทยหลายต่อหลายคน บินลัดฟ้าไปทำสวยกันไกลถึงแดนกิมจิ ...แต่เมื่อได้อ่านบทสัมภาษณ์นี้แล้ว เชื่อว่าหลายคนอาจเปลี่ยนใจ ไม่ต้องไปไกล เพราะแท้จริงแล้วหมอไทยเก่งๆ ที่แม้แพทย์เกาหลียังให้การยอมรับ ก็มีอยู่ในเมืองไทย ดังเช่น นายแพทย์พุฒิพงศ์ ภูมิสุวรรณ ท่านนี้ ที่บรรดาแพทย์ในเกาหลี ต่างชื่นชมทั้งยังเชิญไปบรรยายให้ความรู้ด้านความงามและนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่บ่อยครั้ง รวมถึงยังได้รับเกียรติเป็นแพทย์ไทยคนแรก ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการต่างประเทศ เอเชีย-แปซิฟิกของสมาคมแพทย์เกาหลีเพื่อความงาม และศัลยกรรมความงามอีกด้วย โอกาสนี้เราจะพาคุณไปพบกับตัวตนที่แท้จริง ตลอดจนแง่มุมความคิดที่แปลกใหม่ และน่าสนใจของแพทย์หนุ่มท่านนี้ มาพลิกอ่านไปพร้อมๆกันเลยค่ะ

 

เด็กเรียนดี ที่ไม่เรียบร้อย ! หลายคนอาจคิดว่า ผู้ที่จะเป็นหมอคงมีชีวิตในวัยเรียนที่ค่อนข้างเรียบร้อยไม่เที่ยว ไม่แตะเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ แถมแต่งตัวเนี้ยบเป็นเด็กเรียนทุกกระเบียดนิ้ว แต่สำหรับหมอพุฒิพงศ์แล้ว ไม่ใช่เลย....“ตอนเด็กๆ ผมเป็นเด็กค่อนข้างเรียนดี เป็นหนึ่งในบรรดานักล่ารางวัล ตั้งแต่สมัยประถมเข้ามัธยม สอบหมื่นคนเอาร้อยคนผมก็ติดมาตลอดทุกที่ แต่สุดท้ายผมก็มาเลือกเรียนที่สวนกุหลาบ หลังจบสวนกุหลาบด้วยกระแสที่เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว วิชาชีพแพทย์เป็นวิชาชีพที่เด็กๆ ใฝ่ฝันผมก็สอบเทียบตอนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และเอนทรานซ์ติดที่มหาวิทยาลัยมหิดล คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล ในช่วงที่เรียนแพทย์นั้นมีทั้งสิ่งที่ผมชอบและไม่ชอบ สิ่งที่ชอบคือ ผมชอบเรื่องวิทยาศาสตร์ ความเป็นมาเป็นไปในร่างกาย แต่สิ่งที่ไม่ชอบคือ ผมไม่ชออยู่เวร คือเราเป็นคนที่อดนอนไม่ได้ ถ้าอดนอนตื่นขึ้นมาอีกวันผมจะเรียนไม่ค่อยรู้เรื่อง ดังนั้นเรื่องอยู่เวรจึงเป็นเรื่องที่ผมเกลียดมากในตอนนั้น  

ระหว่างเรียนผมก็ไม่เหมือนเด็กเรียนเท่าไหร่ ผมเที่ยวประจำ บางวันไปดื่มกลับมาเมาแล้วยังไปเรียนต่อได้ นอกจากนี้สิ่งที่ต่างจากคนอื่นอีกอย่างคือ ในชั้นเรียนผมแต่งตัวดีที่สุด เพราะเรารู้เรื่องการแต่งตัว เรื่องของการจัดแต่งทรงผม เรื่องของเครื่องประดับ คือผมชอบแฟชั่นตั้งแต่สมัยเด็ก เป็นความชอบส่วนตัวที่จะทำให้ตัวเองดูดี” คุณหมอหนุ่ม เล่าให้ฟังถึงวีรกรรมในวัยโจ๋อย่างอารมณ์ดี 

สานฝันสู่ แพทย์ผิวหนัง

“พอเรียนจบด้วยความที่สมัยนั้นหมอกระดูกเป็นที่นิยมมาก พอจบแล้วปกติแพทย์ต้องใช้ทุนที่ต่างจังหวัดก่อน ปรากฏว่าผมโชคดีที่ได้ไปใช้ทุนโดยให้ผมไปอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ ตอนนั้นเนื่องจากตำแหน่งที่เปิดว่างคือ ตำแหน่งศัลยกรรมกระดูก ผมก็ได้เข้าไปทำ แต่เมื่อทำไปแล้วก็พบปัญหาคือ โรงพยาบาลตำรวจงานเยอะมาก ผมต้องอดนอนตลอดเวลาจนรู้สึกว่า โอ๊ย! ปกติการอดนอนคือสิ่งที่ไม่ชอบอยู่แล้ว มีดีอยู่อย่างที่ยังได้อยู่ในกรุงเทพฯ แต่สุดท้ายทนไม่ไหว ก็ลาออกทั้งที่สมัยนั้น ตำแหน่งที่ผมอยู่มีแต่คนอยากทำ เพราะสมัยนั้นแผนกกระดูกดังกว่าแผนกผิวหนังสมัยนี้เสียอีก คนแย่งกันเข้าเรียนเพราะเป็นแขนงที่ค่าตอบแทนดีมาก แต่งานหนักมาก ซึ่งตอนสมัครเรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง สำหรับหมอกระดูกถือว่ายากมาก สาเหตุที่หมอกระดูกรายได้ดีเพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่โรงพยาบาลเอกชนกำลังขยายตัว และมีเรื่องของ พรบ.คุ้มครองอุบัติเหตุ ทำให้เมื่อเกิดอุบัติเหตุต้องหาหมอกระดูกตลอด ทำให้ค่าตัวหมอกระดูกขยับขึ้นสูงมาก หมอผู้ชายสมัยนั้นทุกคนอยากเรียนหมอกระดูกหมด แต่ตัวผมเฉยๆ ไม่ได้อยากเรียนหรอก แต่เมื่อได้อยู่กรุงเทพฯ ก็เลยอยากลองดู 

ปรากฏว่าอยู่ได้ 10 เดือนก็รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ชีวิตมันไม่ใช่ ผมชอบทำงานเป็นเวลา ผมต้องการพักผ่อนให้เพียงพอ มีเวลาเป็นส่วนตัว อยู่ๆ จะมาเรียกผมกลางดึกผมไม่ชอบ ผมก็ลาออก ตอนผมลาออกมีแต่คนด่าผมก็ใช้ทุนคืนรัฐบาลไป สมัยนั้นทุนเกือบ 4 แสน ใช้ทุนด้วยการทำงานไปก็เหลือ 2 แสนกว่า มีแต่คนด่าผมว่าโง่จัง มีแต่คนอยากเรียน ทำไมไม่เรียน เพราะตอนนั้นผมได้บรรจุเป็นแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ได้ตำแหน่งเป็นร้อยตำรวจตรีเลย

พอลาออกมา ระหว่างนั้นผมก็มาเป็นแพทย์พิเศษโรงพยาบาลเอกชน มีวันว่างเยอะผมก็มานั่งนึกว่าเราชอบอะไร มานั่งค้นหาตัวเอง คือตอนนั้นเพื่อนผมทำงาน 7 วันได้เงินเดือน 1 แสน ส่วนผมทำแค่ 2 วัน หาเงินให้พอใช้ก็พอ ที่เหลือเราก็ไปเอาเวลาหาโน่นนี่ทำ ไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่ม ฟื้นความรู้ต่างๆ ไปอ่านหนังสือดูเรื่องธุรกิจบ้าง สุดท้ายก็มานั่งนึกว่า เรามีอะไรที่น่าจะไปได้ จนนึกขึ้นมาได้ว่าสมัยที่อยู่ โรงพยาบาลตำรวจ รู้จักกับรุ่นพี่ที่เป็นหมอผิวหนัง ซึ่งสมัยนั้นหมอผิวหนังรายได้หลักจะไม่ได้จากคลินิกโดยตรง ส่วนใหญ่จะมาจากการกวนยาขาย เราก็คิดว่าน่าจะดีนะเลยไปสมัครเรียนด้านตจวิทยา เพื่อเป็นแพทย์ผิวหนัง

การเรียนแพทย์ผิวหนังในเมืองไทยในสมัยนั้น เขาสอนเรื่องการผสมยา ทำยารักษาโรคผิวหนังด้วย ตอนนั้นคะแนนเราก็ดี แต่เราสอบไม่ได้ ทั้งที่อัตราส่วนการแข่งขันก็น้อยยิ่งกว่าที่ โรงพยาบาลตำรวจ หลายคนบอกว่าการจะสอบติดหรือไม่ติดในสมัยนั้น อยู่ที่ความพิศวาสของบรรดากรรมการทั้งหลายด้วย คนเป็นอาจารย์ดึงลูกตัวเองเข้า ไม่สนใจใครจะด่ายังไงฉันไม่สน คะแนนเราก็ดีแต่เราไม่ได้

ลัดฟ้าหาความรู้ ณ สถาบันผิวหนังอันดับหนึ่งในยุโรป

พอสอบไม่ได้ที่แพทย์ผิวหนังศิริราช ผมก็เลยไปเรียนภาษาที่อังกฤษ พอไปถึงได้เจอรุ่นพี่รู้มาว่า เขามีเปิดการเรียนแพทย์ผิวหนัง ผมเลยไปสมัครเรียนต่อที่สถาบัน St.John, Institute of Dermatology, United Medical and Dental Schools of Guy’s and St Thomas’s Hospital, University of London ปรากฎว่าสอบได้ผมก็ได้เข้าเรียนแต่ที่นั่นเน้นสอนแต่โรคผิวหนังอย่างเดียว คือเป็นหมอผิวหนังแท้ๆ ไม่ได้มี cosmetic เลเซอร์ก็ไม่ได้มีมาก ฟิลเลอร์ไม่มี คือสมัยนั้นยังไม่มีอะไรเลยซึ่งเรารู้ตัวเลยว่า โรคผิวหนังของที่อังกฤษ กับเมืองไทยไม่เหมือนกันอีก กลับมาเมืองไทยผมรู้เลยว่าความรู้เหล่านี้ไม่พอ เพราะเราไม่ได้เรียนเรื่องที่เกี่ยวกับคนไทย เรื่อง cosmetic แต่ทำยาได้ เพราะความรู้พื้นฐานเราดีมาก ส่วนผสมยาของยาแต่ละชนิดมีอะไรบ้างเรารู้หมด ผมก็เลยคิดว่า น่าจะไปต่ออีกนิดเลยไปเรียนที่ Miami ในสหรัฐ

การไปเรียนที่นี่ มีหมอหลายๆ คนในเมืองไทย เวลาลงประวัติการเรียน บอกว่าจบจากที่ Miami เหมือนผมแต่ต้องบอกว่าที่ Miami มีทั้งของแท้และของไม่แท้ คือสังกัดมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เอกชน เพราะของเอกชนคือไปอยู่ตามคลินิกธรรมดา ผมได้ไปอยู่ที่่สังกัด University of Miami เลย เป็นโรงพยาบาล Jackson Memorial Hospital ซึ่งอยู่ในสังกัดของ University of Miami school of Medicine, USA ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งข้อดีของการเรียนที่นั่นคือ ได้ทำทุกอย่างเหมือนกับแพทย์ประจำ คือตอนนั้น เขารับผมเข้าไปเรียนแล้วให้ประกบคู่กับแพทย์ประจำบ้านปี 3 ของที่อเมริกาเลย ซึ่งถือว่าแพทย์ประจำบ้านที่นั่นก็เข้ายากมาก เพราะเป็นแพทย์ที่ทำเงินได้อันดับหนึ่ง ผมไปประกบคู่ทำงานกับหมอผู้ชายที่คุยกันรู้เรื่อง แรกๆ เขาก็ลองความรู้เรา ปรากฏว่าพื้นฐานความรู้เราแน่น แล้วเราได้ทำงานจริง เหมือนหมอที่นู่นเลย คนไข้มาเรารักษาได้หมด จากนั้นจึงมีโอกาสไปศึกษาเรื่อง cosmetic ซึ่งที่นู่นจะเน้นหนักเรื่องการทำศัลยกรรมพลาสติกมาก เพราะที่นั่นเป็นศูนย์ผ่าตัดผิวหนังและเลเซอร์ แม้ตอนนั้นเรื่องศัลยกรรมพลาสติกและเลเซอร์ยังไม่เป็นที่นิยมนัก แต่ที่ผมเลือกจะไปศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้ก็เพราะ จากเดิมที่ผมเรียนมาส่วนใหญ่จะเป็นโรคผิวหนังของคนยุโรปเป็นส่วนใหญ่ ของเราสนใจที่จะเอามาประยุกต์เรื่องการทำยาเพื่อรักษาโรคผิวหนังในบ้านเรา ก็เลยไปศึกษาเพราะก่อนจะทำเราต้องรู้ให้หมด ไม่อย่างนั้นก็ทำไม่ได้  ผมก็เลยต้องไปเรียน cosmetic ต่อไปอยู่ที่นั่นเลยทำให้ผมได้ความรู้มาเยอะ”

ผมไม่ได้ทำธุรกิจแบบ 100%  

“หลังกลับมาเมืองไทยคลินิกแรกที่ผมก่อตั้งคือ วงศ์ษฎาคลินิก ซึ่งผมเป็นคนวางระบบและทำเองเกือบทุกอย่าง ทั้งกวนยา บรรจุยา รักษาโรคซึ่งวงศ์ษฎาคลินิกก็ได้รับการตอบรับที่ดี ปัจจุบันมีการขยายไป 13 สาขาแล้ว บางคนอาจมองว่า 13 สาขาไม่เยอะเลย เพราะเดี๋ยวนี้คลินิกแฟรนไชส์ที่เปิดตามห้างสรรพสินค้าเขามีสาขาเยอะกว่านั้น แต่เนื่องจากไลฟ์สไตล์ผมเป็นคนที่ไม่ได้ทำธุรกิจแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เวลารักษาคนไข้ผมไม่ได้คิดจะเอาแต่เงินแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราจะดูว่ามันเหมาะสมแค่ไหน อันไหนไม่ดีเราก็ไม่ทำ นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คลินิกผมโตช้าต่างจากแฟรนไชส์คลินิกบางแห่งที่มีสาขาเยอะๆ แบบนั้นเขาไม่ได้มองอย่างผม บางที่คิดจะเอาเงินอย่างเดียว เพราะฉะนั้นเขาจะมีโปรแกรมทรีตเม้นต์ื การรักษาที่พลิกแพลงพิสดารโดยที่คนไข้ไม่ได้ประโยชน์ หรืออาจจะเกิดผลเสียในอนาคตด้วยซ้ำ ซึ่งผมทำแบบนั้นไม่ได้ ถ้าจะต้องทำแบบนั้นแล้วคลินิกผมถึงจะโตผมไม่ทำ ดังนั้นที่ผ่านมาผมไม่ได้คิดขยายสาขามาก เพราะคิดว่าถ้าขยายคลินิกมาก เราต้องขายบริการให้ได้มากๆ แล้วต้องใช้การตลาดเข้ามาช่วยเยอะ ต้องมีการยัดไส้ หรือใช้วิธีบริการที่ไม่โปร่งใส ซึ่งผมทำไม่ได้”

การตลาดแบบ ให้ความรู้คน

จากเดิมที่แพทย์ผู้ก่อตั้งวงษฎาคลินิกท่านนี้ ทำการตลาดแบบปากต่อปาก ให้คนไข้ที่ติดใจในฝีมือการรรักษาบอกต่อกันเอง จนได้ชื่อว่าเป็นแพทย์อีกท่านที่มีคนต่อคิวรักษาเพียบอยู่แล้ว ทว่าเหตุใดจู่ๆ คุณหมอกลับหันมาทำการตลาด (แบบที่คุณหมอเรียกว่า การตลาดเชิงให้ความรู้) มากขึ้น “ปัจจุบันหมอหลายที่ ที่คนคิดว่าเก่ง แต่ที่จริงแล้ว ถ้าไปสืบประวัติดีๆ เป็นหมอเพิ่งจบประสบการณ์น้อย แต่ไปอาศัยหลักการโฆษณาตัวเองเป็นหลัก ทำให้มีลูกค้าเยอะ แต่ก็มีปัญหาตามมาเยอะเหมือนกัน เพราะเขาไม่ได้มีความเก่งอย่างที่โฆษณา เราก็เลยเกิดความคิดว่าการที่เรารู้ว่าเราฝีมือดี แต่เราไม่ได้บอกให้ใครรู้ว่าเราฝีมือดีคือผลเสียนะ คนที่ฝีมือไม่ดีแต่ทำการตลาดเยอะๆ กลายเป็นว่าเขาเก่งกว่า ทั้งๆ ที่ผลงานเขาก็ไม่ได้ดีอะไรเลย บางคนที่ดังๆ คนไข้มาหาเราเพื่อให้เราแก้ด้วยซ้ำ ผมจึงคิดว่า ผมอยู่เฉยๆ ไม่ได้แล้ว ผมต้องทำอะไรบางอย่าง ให้รู้กันไปเลยว่าของจริงเป็นอย่างไร ผู้รับบริการจะได้รู้ข้อเท็จจริง และมี

ข้อมูลที่ถูกต้องประกอบการตัดสินใจมากขึ้น เพราะผมไม่ได้จู่ๆ ซี้ซั้วโฆษณาขึ้นมา หลักการที่ถูกต้องคือ เราบอกความจริงให้ลูกค้าทราบ และเนื่องจากกฎหมายในบ้านเราห้ามโชว์ภาพ before–after ให้คนไข้เห็นจะๆ ไม่ได้ มีผลงานดีๆ ก็ไม่สามารถเอามาแสดงได้ ซึ่งแตกต่างจากเกาหลีเขาโชว์ผลงานได้เต็มที่ แต่คลินิกความงามบ้านเราเหมือนขายความฝัน เอาดารา เซเลบมาบอกว่าทำแล้วสวยทั้งที่จริงไม่ใช่เลย ลูกค้าไม่สามารถเห็นผลหรือความจริงได้เลย ท้ายสุดลูกค้าก็เสียประโยชน์ หรือเกิดผลข้างเคียงที่รักษา ดังนั้นผมมองว่าทางที่ดีที่สุดคือการให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับสาธารณะชน ให้ประชาชนได้รู้ว่าอะไรคือ ของจริง อะไรคือของไม่จริง แล้วให้เขาตัดสินเอง ผมจึงต้องหันมาทำการตลาดในเชิงการให้ความรู้กับคนมากขึ้น”

วิทยาศาสตร์ + ศิลปะ = ความงามอย่างเป็นธรรมชาติ

เหตุผลสำคัญที่ทำให้นพ.พุฒิพงศ์ ประสบความสำเร็จจนใครต่อใครก็พูดถึงนั้น คุณหมอพุฒิพงศ์ ระบุว่ามาจากผลงานที่ได้รับการยอมรับว่า “สวย” ซึ่งกว่าจะเป็นความสวยได้นั้น แพทย์ต้องนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มารวมเข้ากับศิลปะ  

“การที่จะเสริมเติมแต่งผู้หญิงคนหนึ่งให้สวยขึ้นมาได้สำหรับผมอย่างแรกเลยต้องมีความเป็นศิลปะอยู่ในใจ อย่างเช่นผมเป็นหมอผู้ชาย ผมชอบผู้หญิงสวย เมื่อชอบผู้หญิงสวยเราจะรู้ว่าความสวยจริงๆ เป็นอย่างไร และคนแต่ละคนพื้นฐานรูปหน้าไม่เหมือนกัน เราจึงต้องนำเอาความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ ตลอดจนประสบการณ์ที่มีมาวางแผนว่าเราจะทำอย่างไรให้การรักษาออกมาสวย ดูเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำทุกอย่าง ต้องปลอดภัย คนไข้มาหาผม ให้ผมฉีดฟิลเลอร์ให้ ผมต้องดูแลเขาตลอดไปไม่ใช่ว่าผมดูแลคุณวันนี้ อีกห้าปี หน้าคุณจะเละจากสิ่งที่ผมฉีดไว้  อย่างนั้นไม่ได้เด็ดขาด

กว่าผมจะมีความรู้ทั้งเรื่องการฉีดฟิลเลอร์ โบท๊อกซ์ หรือเทคนิคต่างๆ  ผมใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์เป็น 10  ปี เจอคนไข้เป็นร้อยเป็นพันพอฝีมือเราถึงจุดหนึ่ง เราจะรู้วิธีว่าจะทำอย่างไร ใบหน้าของคนจึงจะดูสวย เป็นธรรมชาติ ซึ่งความรู้ทั้งหมดนี้มาจาก 2 ส่วน คือหนึ่งเป็นความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เรื่องกายวิภาคต้องแม่น กล้ามเนื้อเป็นอย่างไรฉีดแล้วส่งผลอะไรบ้างเราต้องแม่น  เรื่องที่สองคือเรื่องศิลปะนั่นคือ คุณต้องมีมุมมองความงามด้านศิลปะด้วย เพราะถ้าไม่มีศิลปะ ทำอย่างไรก็ไม่สวย หมอต้องคิดไว้ในใจได้เสมอว่าจะให้ผู้หญิงคนนี้ ต้องฉีดแบบนี้ ทำแบบนี้ เขาจึงจะสวยได้ตามที่เราวางแผนไว้ แต่ถ้าเราไม่มีแผน หรือไม่รู้เลยว่าจะทำอย่างไรให้เขาสวย หรือกระทั่งไม่รู้ว่าความสวยจริงๆ ในโลกปัจจุบันคืออะไร ทำยังไงก็ออกมาไม่สวย”

แพทย์ไทยผู้ไปโด่งดัง ในเกาหลี

คุณหมอพุฒิพงศ์เล่าว่า การก้าวเข้าไปศึกษาองค์ความรู้ด้านความงามในประเทศเกาหลี สืบเนื่องมาจากการที่ได้มีโอกาสรู้จักกับ Dr.Kwan แพทย์ด้านความงามชื่อดังของเกาหลี และเป็นจังหวะเหมาะที่เมื่อครั้ง Dr.Kwan สามารถคิดค้นเรื่องการร้อยไหมบนใบหน้าได้นั้น เป็นเวลาที่คุณหมอพุฒิพงศ์ อยู่ในประเทศเกาหลีพอดิบพอดี จึงทำให้ท่านได้ศึกษาและเรียนรู้อย่างถ่องแท้ กระทั่งนำการร้อยไหมกลับมาใช้ในเมืองไทยเป็นรายแรกๆ “ในครั้งแรกผมก็ไม่เชื่อว่าการร้อยไหมจะได้ผล ก่อนจะนำมาใช้ในเมืองไทย ผมทำการศึกษาและทดลองกับ Dr.Kwan อยู่มากพอสมควร หลายเดือนกว่าจะรู้ว่ามันได้ผลจริงแต่ต้องทำอย่างถูกวิธีเท่านั้น ผมรู้ว่าเทคนิคอันไหนได้ผล และอันไหนไม่ได้ผล” 

หลังมีความรู้เรื่องร้อยไหมแล้ว คุณหมอพุฒิพงศ์ไม่หยุดเพียงเท่านั้น ด้วยเพราะมีความรู้พื้นฐานแน่นปึ๊ก จึงทำให้สามารถประยุกต์นำการร้อยไหมมาใช้หลากหลายยิ่งขึ้น “ด้วยความที่เราไปเห็นเทคนิคและวิธีการมาหลายที่ก็ทำให้เราคิดนั่นนี่ขึ้นมาได้ อย่างเช่น เทคนิคการใช้เข็มปลายทู่เพื่อฉีดฟิลเลอร์เข้าสู่ใบหน้า อันนั้นเป็นองค์ความรู้ตั้งแต่สมัยผมไปเรียนรู้งานเรื่อง fat transfer กับ Dr.Kwan ผมเรียนรู้เรื่องการใช้เข็มปลายทู่เพื่อฉีด fat transfer จนเกิดเป็นไอเดียว่า น่าจะนำมาใช้ด้วยกันได้กับการฉีดฟิลเลอร์ หรือเมื่อไม่นานมานี้ ผมหันมาทำเรื่องการยกกระชับหน้า 3 มิติ (Three Dimension V Lift) โดยใช้ทั้งโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ และร้อยไหมผสมผสานกัน พอเราคิดค้นขึ้นทางเกาหลีเขาก็งง เพราะทางเกาหลีมีแต่ Korea Happy Lift แต่เราปรับเทคนิคมาเป็นการยกกระชับหน้าแบบนี้เขาก็ทึ่ง ตรงนี้เองที่ทำให้ผมเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นในวงการแพทย์ผิวหนังเกาหลีและมันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้รับเชิญไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการต่างประเทศ เอเชีย-แปซิฟิก ของสมาคมแพทย์เกาหลีเพื่อความงาม และศัลยกรรมความงาม ซึ่งหน้าที่หลักของผมคือ ต้องไปสอนไปบรรยายให้หมอเกาหลีฟังว่าเทคนิคของผมเป็นอย่างไร ซึ่งปัจจุบันสมาคมนี้มีสมาชิกกว่า 8 พันคน มีทั้งหมอศัลยกรรม หมอผิวหนัง ที่ไปรวมตัวกัน การที่ผมรับตำแหน่งนี้ผมมองว่า ทุกฝ่ายได้ประโยชน์มาก คือตัวผม

เองก็ได้ประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนความรู้ ทักษะเทคนิคใหม่ๆ จากทางเกาหลี ส่วนทางเขาก็ได้เทคนิคจากเรา บางเรื่องที่เขาไม่รู้แต่เรารู้ดีกว่าอย่างเช่นเรื่องการร้อยไหม ต้องบอกเลยว่าทางเกาหลีสู้เราไม่ได้ เพราะบ้านเรามีการร้อยไหมมากกว่าเขา ฉะนั้นเทคนิคหรือฝีมือเราพัฒนาได้ดีกว่าก็แบ่งปันความรู้กัน ในอนาคตผมจึงวางแผนไว้ว่า อยากทำงานกับสมาคมไปเรื่อยๆ และอยากพยายามทำให้สมาคมนี้เป็นที่รู้จักในเมืองไทยด้วย เพราะคิดว่าสมาคมนี้น่าจะเป็นอีกทางที่เปิดโอกาสให้แพทย์ไทยคนอื่นๆ ได้แลกเปลี่ยนความรู้กับแพทย์เกาหลี เพื่อเพิ่มเติมความรู้ให้แก่กันและกัน

เผยแพร่เทคนิคใหม่ เพิ่มพูนความรู้ให้แพทย์ด้วยกัน

เมื่อสั่งสมความรู้และมีทักษะในวิชาชีพมากพอ ทั้งยังมีความคิดว่าอยากให้แพทย์คนอื่นๆ ในเมืองไทยได้พัฒนาความรู้ไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้งนี่เอง ที่เป็นแรงผลักดันให้ปัจจุบัน คุณหมอพุฒิพงศ์ คิดริเริ่มและรับเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ด้านนวัตกรรมความงาม “ผมมองว่าปัจจุบันความรู้ไม่ได้มีแค่ในห้องเรียน โดยเฉพาะความรู้ทางการแพทย์มีใหม่ๆ มาตลอดเวลา ดังนั้นเราต้องเรียนรู้ตลอด แน่นอนแต่ละคนมีความสามารถไม่เท่ากัน ดังนั้นวิธีหนึ่งที่ได้ผล คือการรวมกลุ่ม สมาคม คือรวมกลุ่มแพทย์เข้าไว้ด้วยกันแล้วมาแลกเปลี่ยนความรู้กัน  ผมมีความคิดว่าหมอในไทยเราช่วง 2-3 ปีหลังนี้ มีหมอรุ่นใหม่ หมอรุ่นเด็กที่เข้ามาทำงานในวงการความงามค่อนข้างเยอะ แล้วสิ่งที่ตามมาที่เริ่มพบได้บ่อยคือผลข้างเคียงที่ตามมาจากความไม่เชี่ยวชาญของแพทย์ ฉะนั้นการพัฒนาระบบการเพิ่มเติมความรู้มันจะช่วยให้เขามีทักษะ การอบรมหรือสัมมนาที่ผมทำมันก็ถือเป็นการเพิ่มทักษะให้แพทย์ใหม่ๆ ส่วนหนึ่ง อีกส่วนคือ ตัวคนไข้เองก็มีความปลอดภัยมากขึ้น นอกจากนี้ในส่วนของภาคประชาชนโดยรวมก็จะได้ประโยชน์ด้วย เพราะเราก็จะให้ความรู้กับภาคประชาชนด้วย ว่าสิ่งที่ถูกต้องคืออะไร การรักษาแบบไหนไม่ถูกต้อง เวลาไปหาหมอ แบบนี้ถูก แบบนี้ไม่ถูก ถ้าเกิดหมอทำแบบนี้มาจะได้มีความรู้ในการโต้แย้ง หรือมีความรู้ในการเลือกที่จะรักษากับสถาบันการแพทย์ที่ได้มาตรฐานได้”

AIC โครงการใหม่ที่ทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ

“ตอนนี้ผมวางมือจากวงษฎาคลินิกแล้วมาทุ่มเทก่อตั้งศูนย์นวัตกรรมความงามกรุงเทพฯ AIC (Aesthetic Innovation Center) ย่านพระราม4 อย่างเต็มตัว โดยศูนย์นี้เราเน้นการนำเอานวัตกรรมใหม่ๆ ในด้านการรักษามาใช้เพื่อลูกค้าระดับพรีเมี่ยม โดยในส่วนที่เป็นคลินิกที่ให้บริการลูกค้ามี 2 ชั้น มีส่วนห้องรับรองวีไอพีให้กับลูกค้า คนที่เข้ามาจะรู้สึกถึงความเป็นส่วนตัวไม่พลุกพล่านเหมือนอยู่คลินิกตามห้างสรรพสินค้า ส่วนชั้นบนสุดจัดไว้เป็นส่วนฝึกอบรม เพราะผมเชื่อว่าในอนาคตจะมีแพทย์ที่สนใจเรื่องของการฝึกอบรม ด้านความงามมากขึ้นเรื่อยๆ ผมจึงจัดทำห้องไว้รองรับการอบรม เพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้กับแพทย์ไว้ที่ AIC นี้ด้วย ส่วนเรื่องของราคายอมรับว่าอาจจะสูงกว่าที่อื่น แต่ผมถือว่าแม้ผมจะทำงานแพทย์ ซึ่งเป็นงานด้านวิทยาศาสตร์ก็จริง แต่ในขณะเดียวกันผมขายผลงานทางศิลปะไปด้วย เพราะการแต่งเติมความงามให้กับคน เป็นการทำผลงานทางศิลปะที่สวยงามขึ้นมา มันไม่ใช่ว่าใครก็ทำได้ แต่สิ่งเหล่านี้มันต้องค่อยๆ สร้างขึ้นมา ผลงานที่เราทำให้คนไข้ ถือเป็นความภูมิใจของหมอด้วย ดังนั้นถ้าเราทำตลาดแบบกลุ่มใหญ่ๆ ผลงานมันก็ไม่ได้ออกมาดี เนื่องจากมันทำกับคนจำนวนที่มากขึ้น เวลาที่ผมให้คนไข้แต่ละคนก็จะน้อยลง แต่ปัจจุบันที่ AIC ไม่ใช่ ผมให้เวลาคนไข้แต่ละคนเยอะมาก เพื่อสร้างผลงานออกมาดีที่สุด โดยที่ในอนาคต ผมมองว่าจะขยายตลาดไปที่ลูกค้าชาวต่างชาติมากขึ้น ซึ่งตอนนี้เราก็มีลูกค้าต่างชาติเข้ามาเยอะพอสมควรแล้ว ทั้งๆ ที่เรายังไม่ได้ทำการตลาดเลยด้วยซ้ำ เหตุผลส่วนหนึ่งที่ได้ฟังจากลูกค้าชาวต่างชาติคือ เขาทราบมาว่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หาแพทย์ที่มีฝีมือได้ไม่มาก จึงมีความมั่นใจที่จะรับการรักษาจากผม ดังนั้นผมจึงมองว่า ถ้ามีการประชาสัมพันธ์อย่างเหมาะสมการที่เราจะรุกคืบตลาดต่างชาติคงไม่ยาก” คุณหมอพุฒิพงศ์ กล่าวปิดท้าย