ในปัจจุบันมีวิธีเสริมความงามมากมายทั่วโลก แต่หนึ่งในทางเลือกยอดนิยมของสาวเอเชียคงหนีไม่พ้น สารลดเลือนริ้วรอย (โบทูลินั่ม ท็อกซิน) หรือที่เราเรียกกันอย่างแพร่หลายว่า“โบท็อกซ์” เนื่องจากเป็นการรักษาที่ง่าย ให้ผลรวดเร็ว และมีผลข้างเคียงน้อยกว่าการรักษาแบบอื่น นอกจากนั้นยังให้ผลการรักษาได้หลายแบบ ทั้งลดริ้วรอย ช่วยยกกระชับสัดส่วนบนใบหน้าได้อีกด้วย

ในปัจจุบันก็มีคลินิคเสริมความงามมากมายที่ให้บริการ การฉีดสารลดเลือนริ้วรอยด้วยเทคนิคหลากหลาย แต่ละที่ก็มีคุณภาพและราคาที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ผู้ที่ต้องการเข้ารับการรักษาเพิ่มมากขึ้น และในบางรายก็อาจจะเกิดความสับสน วันนี้เราจึงนำข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับสิ่งที่ควรคำนึงก่อนเข้ารับการรักษาด้วย​ “โบท็อกซ์” มาฝากกันค่ะ

สิ่งสำคัญที่สุดนั่นก็คือ แพทย์ผู้ทำการรักษาที่ควรจะเป็นแพทย์ผู้มีประสบการณ์และมีชื่อในสถาบันความงามที่ได้มาตรฐานและน่าเชื่อถือ เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างปลอดภัย ไม่เกิดอันตรายต่อคนไข้ และนอกจากนี้ยังต้องทำการรักษาอย่างถูกต้องตามขั้นตอนที่ได้รับมาตรฐานและเป็นสากลเทคนิคสำคัญในการฉีดสารลดเลือนริ้วรอย (โบทูลินั่ม ท็อกซิน) ที่จะฉีดแล้วหน้าสวยหรือไม่ มีจุดเด่นๆ 2 บริเวณด้วยกัน

บริเวณแรก คือ บริเวณหน้าผาก หว่างคิ้ว ซึ่งเทคนิคการฉีดที่ถูกต้อง หลังการฉีดจะต้องสามารถขยับหน้าผากและเลิกคิ้วได้อย่างธรรมชาติ บางรายหากฉีดผิดวิธีจะไม่สามารถขยับหน้าผากและเลิกคิ้วก็ไม่ได้ หรือบางรายทำให้หางคิ้วชี้ขึ้นอย่างผิดรูป

บริเวณที่สอง คือ บริเวณรอบดวงตา การฉีดลดริ้วรอยบริเวณรอบดวงตา วิธีที่ถูกต้องจะทำให้หนังตาบนเปิดขึ้น บางรายฉีดเฉพาะหางตาไม่เพียงพอ ต้องเพิ่มจุดคือ ใต้ตา และหัวตาอีกด้วย แต่หากฉีดไม่ดี หนังตาอาจตกลง และบางรายพบว่าถุงใต้ตาดูบวมใหญ่ขึ้นด้วย

ก่อนจะเข้ารับการรักษา คนไข้จะต้องเข้าใจถึงผลลัพธ์ของการฉีดในแต่ละจุดด้วยว่าหากฉีดที่จุดนั้นแล้วจะส่งผลต่อรูปหน้าอย่างไร รวมถึงปริมาณยาที่เหมาะสมในการฉีดแต่ละจุด ที่อาจส่งผลที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยผู้เข้ารับการรักษาแต่ละท่านนั้นก็จะใช้รูปแบบการฉีดที่ไม่เหมือนกันทั้งตำแหน่งจุดฉีดและปริมาณยา เพราะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการวิเคราะห์องค์ประกอบของใบหน้า ทำการแนะนำและพูดคุย ถึงความต้องการของคนไข้ก่อนรักษา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด ตอบสนองความต้องการของทุกท่าน และเหมาะสมกับแต่ละบุคคล

การจะเสริมความงามด้วยการฉีดสารลดเลือนริ้วรอย (โบทูลินั่ม ท็อกซิน) นั้น ต้องเข้าใจก่อนว่าสัดส่วนความงามของใบหน้า เกิดจากองค์ประกอบได้หลายส่วน ดังนั้นการปรับรูปหน้าให้เกิดความสวยงามนั้น เราต้องคำนึงถึงความเหมาะสมด้วย เช่น ระดับหัวคิ้ว หางคิ้ว และความกว้างหน้าผาก เพราะใบหน้าของแต่ละบุคคลนั้น จะมีความแตกต่างกัน ฉะนั้นการปรับรูปหน้าควรจะทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์เท่านั้น เนื่องจากแพทย์จะมีคำแนะนำที่แตกต่างกันไปในรายบุคคล เพื่อที่จะทำให้ใบหน้าดูดี มีมิติ หากได้ทำกับแพทย์ที่ไม่มีประสบการณ์ แทนที่จะเกิดความสวยงามบนใบหน้า อาจกลับทำให้ดูไม่มีมิติ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชอบ และรสนิยมส่วนบุคคลด้วย

สิ่งต่อมาที่ควรจะคำนึงถึงนั่นก็คือไลฟ์สไตล์ของผู้เข้ารับการรักษา ซึ่งบางท่านอาจมีกิจกรรมหรือ พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่อาจไม่เหมาะกับการรักษาประเภทนี้ ส่วนดารานักแสดงหรือผู้ที่ต้องใช้การแสดงสีหน้า ก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจุดฉีด วิธีฉีด และขนาดยาให้เหมาะสม หรือบางท่านอาจมีข้อจำกัดทางด้านสุขภาพ อย่างเช่น ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร ผู้ที่มีปัญหาโรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ก็ไม่ควรรักษาด้วยสารลดเลือนริ้วรอย (โบทูลินั่ม ท็อกซิน) แต่อาจไปใช้วิธีอื่นแทน ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาให้

นอกจากนั้นควรคำนึงถึงเรื่องค่าใช้จ่าย เนื่องจากการรักษาด้วยสารโบทูลินั่มท็อกซินหรือโบท็อกซ์นั้นมีหลายประเภท ตัวยาก็มีหลายเกรด ดังนั้นหากอยากให้การรักษาได้ผลดี อาจต้องแลกกับค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า แต่นั่นก็หมายถึงความปลอดภัยที่มากขึ้นและผลการรักษาที่ดีขึ้นด้วย ซึ่งค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นมานั้น มาจากตัวแปรสำคัญ คือความชำนาญ และประสบการณ์ของแพทย์ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ได้ ก็จะสวยงาม และปลอดภัยกว่านั่นเอง

ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ควรที่จะได้รับการพิจารณา และได้คำปรึกษาจากแพทย์ผู้มีประสบการณ์เพื่อให้ทราบถึงข้อจำกัดของแต่ละบุคคลก่อนเข้ารับการรักษา อีกทั้งรูปแบบการฉีด ตำแหน่งฉีด ปริมาณยาที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละคน

นพ.พุฒิพงศ์ ภูมิสุวรรณ ผู้อำนวยการ AIC Clinic ยืนยันประเทศไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับเอเชียแปซิฟิก “GALDERMA Local Mentor Trainer APAC 2019” ยกระดับแพทย์ความงามไทยสู่สากล

เมื่อเร็วๆ นี้ นพ.พุฒิพงศ์ ภูมิสุวรรณ ผู้อำนวยการ AIC Clinic แพทย์วิทยากรตำแหน่ง CMT หรือครูแพทย์ผู้สอนฉีดสารเติมเต็มระดับประเทศ ตัวแทนแพทย์ไทยที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ เผยว่า “GALDERMA Local Mentor Trainer APAC 2019”
เป็นงานฝึกอบรม และคัดเลือกแพทย์ที่จะมาเป็นวิทยากรหรือครูแพทย์ผู้สอนฉีดสารเติมเต็ม หรือฟิลเลอร์ โดยมีผู้เข้าประชุมเป็นแพทย์ความงามที่ได้รับการคัดเลือกมาแล้วจากประเทศต่างๆ ในเขตเอเชียแปซิฟิกประมาณ 30 ท่าน
และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากยุโรปมาที่มาสอน และเป็นกรรมการอีก 7-8 ท่าน ตัวผมเองมาช่วยสอนและเป็นหนึ่งในคณะกรรมการเช่นกัน

โดยการจัดงานที่เลือกไทยเป็นเจ้าภาพจัดครั้งแรกนั้น อันที่จริงเมืองไทยเป็นศูนย์กลางของเขตเอเชียแปซิฟิก มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน เหมาะกับการขัดประชุมและท่องเที่ยวเมืองไทยมีการจัดประชุมแพทย์บ่อยปีละหลายๆ ครั้ง
แต่การประชุมเพื่อสอนและคัดเลือกแพทย์วิทยากรแบบนี้เพิ่งมีครั้งแรก ด้วยการสนับสนุนจาก บริษัท กัลเดอร์มา ซึ่งเป็นบริษัทผู้นำเข้าฟิลเลอร์อันดับ 1 ของไทย

ซึ่งประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับเมืองไทยคือได้ประโยชน์ทั้งตัวแพทย์ความงามของไทยและคนไข้ เพราะการมีแพทย์วิทยากรหรือครูแพทย์ผู้สอนที่มีมาตรฐาน จะช่วยถ่ายทอดความรู้ที่ถูกต้องให้แพทย์ท่านอื่นๆ
ต่อไปได้ ประโยชน์ก็จะตกกับคนไข้เพราะปัญหาการรักษาที่ผิดพลาดหรือผลเสียจากการรักษาก็จะลดลง  สังเกตุดูจะพบว่าข่าวการพบผลข้างเคียงจากการฉีดฟิลเลอร์ในเมืองไทยค่อยๆลดน้อยลงอันนี้เฉพาะที่ฉีดจากแพทย์จริงๆ เท่านั้น

นพ.พุฒิพงศ์ กล่าวด้วยว่า ในยุคที่สถานเสริมความงามเกิดขึ้นราวกับดอกเห็ดการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อมาหลอกล่อลูกค้าจึงมีมากขึ้น และอีกหนึ่งกลยุทธ์ก็คือการอ้างตัวเองว่าเป็นอาจารย์แพทย์ แพทย์วิทยากร
หรือครูแพทย์ผู้สอนแพทย์ท่านอื่น เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ตัวเอง ในการหลอกล่อให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ซึ่งนอกจากตัวคนไข้เองจะเสียผลประโยชน์แล้ว แพทย์ความงามท่านอื่นๆ ก็อาจถูกหลอกเช่นกัน เพราะหากหลงเชื่อไปเข้ารับการอบรมจากแพทย์วิทยากรที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็ทำให้ได้รับการถ่ายทอดความรู้ที่ไม่ถูกต้องมา อันอาจส่งผลให้การรักษาเกิดข้อผิดพลาด และเกิดผลเสียกับคนไข้อื่นๆ ต่อไป 

“การที่แพทย์ที่ไม่ได้มีคุณสมบัติที่ถูกต้อง แต่อ้างว่าตัวเองนั้นเป็นถึงระดับอาจารย์แพทย์ เป็นแพทย์วิทยากร แพทย์ผู้สอนแพทย์อื่น แล้วนำความรู้ที่มีไปเผยแพร่ต่อแบบไม่ถูกต้องตามหลักการ อาจจะเป็นการโฆษณาที่เกินจริง และทำให้ผิดกฎหมายทางการแพทย์ได้ อีกทั้งยังจะเป็นการส่งต่อข้อมูลผิดๆ ทำให้แพทย์ท่านอื่นได้รับการถ่ายทอดความรู้ที่ไม่ถูกต้อง อันอาจส่งผลให้การรักษาเกิดข้อผิดพลาดและส่งผลกระทบตามมากับคนไข้ได้ เช่นข่าวที่ได้ยินบ่อยครั้งว่าฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอด เกิดการอักเสบเนื้อตาย หรือผ่าตัดแล้วผิดพลาดทำให้เสียโฉม เป็นต้น”

 ทั้งนี้คุณหมอ พุฒิพงศ์  ถือเป็นผู้ที่นำนวัตกรรมการฉีดสารเติมเต็ม หรือฉีดฟิลเลอร์ด้วยเข็มปลายทู่มาใช้เป็นคนแรกๆของเมืองไทย และยังเป็นผู้ริเริ่มการฉีดฟิลเลอร์แบบสัมผัสกระดูกในเมืองไทยด้วย โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ได้สอนการฉีดฟิลเลอร์ให้แพทย์ไทย และแพทย์ต่างชาติไปแล้วมากกว่า 1,000 คน…. อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/article/729200?fbclid=IwAR1W36WG61voqrQMNsjGIJ38oMkMacPldxEj0GSIE137Jku_sStfZJi3s3g