BLOG

BLOG

วิวัฒนาการในการรักษาแผลเป็นหลุมสิวจากอดีตถึงปัจจุบัน ย้อนหลังไปในอดีตยุค 30-40 ปีก่อนการแพทย์เรายังไม่เข้าใจหลักการซ่อมแซมตัวเองของผิวหนังมนุษย์อย่างถ่องแท้ การรักษามุ่งหวังทำลายผิวหนังชั้นบน จากนั้นรอให้ผิวมีการซ่อมแซม และสร้างขึ้นใหม่ การทำลายผิวหนังทำได้โดยการใช้เครื่องกรอ ซึ่งจะกรอผิวชั้นบนออก ที่เรียกว่า Dermabrasion หรือการใช้กรดเข้มข้นกัดกร่อนทำลายผิว ที่เรียก Chemical Peeling จากนั้นจะเกิดแผลตกสะเก็ด แล้วรอให้มีการสร้างผิวใหม่เกิดขึ้น กรรมวิธีนี้ได้ผลดีช่วยทำให้หลุมสิวตื้นขึ้นได้ แต่ก็มีผลข้างเคียงเกิดขึ้นบ่อยมากเช่นกัน โดยเฉพาะการเกิดแผลเป็นใหม่ที่ลึกกว่าเก่า บางรายมีแผลนูนคีลอยด์ตามมา บ้างก็เกิดรอยแดง หรือรอยดำถาวรตามหลังการรักษาก็มีต่อมาเมื่อความรู้ทางการแพทย์มากขึ้น แพทย์เราเข้าใจว่าการทำลายผิวหนังนั้น จะต้องไม่ทำลายผิวลึกจนเกินไป โดยเฉพาะหากทำลายผิวลึกลงกว่าชั้นผิวหนังที่มีเสต็มเซล ที่เรียกว่าชั้น Basal Cell Layer จะทำให้การซ่อมแซม และการสร้างผิวใหม่ทำได้ไม่ดี หรือทำไม่ได้ หลังจากแผลหายก็จะกลายเป็นแผลเป็นที่ใหญ่ หรือลึกกว่าเดิม การพัฒนาเครื่องมือกรอผิวเลยทำแบบน้อย ๆ แต่ทำบ่อย ๆ ที่เรียก MicroDermabrasion (Micro แปลว่าน้อย ๆ นิดเดียว) เช่น การกรอผิวหน้าด้วยเกร็ดอัญมณี เป็นต้น ที่นิยมทำกันมากในช่วง 20 ปีก่อน แต่ปัญหาก็คือ มันน้อยไป เลยไม่ค่อยได้ผลอีก ถึงจะทำการรักษาบ่อยครั้งแค่ไหนก็ไม่ได้ผล เพราะการทำลาย หรือทำให้เกิดบาดแผลที่ผิวหนังมันตื้น เกินไป ส่วนการใช้กรดเข้มข้น ก็เปลี่ยนมาใช้เพียงมาแต้มจี้หลุมสิวเป็นจุดเล็ก ๆ เท่านั้น เพื่อป้องกันปัญหาแผลเป็นขยายตัวใหญ่ขึ้นซึ่งปัจจุบันคลินิกบางแห่งยังใช้วิธีนี้รักษาหลุมสิวอยู่เลย

ภาพแสดงการกรอผิวในอดีตด้วยเครื่องกรอหัวเหล็ก

ต่อมามีความคิดว่าถ้าใช้เลเซอร์ที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ เป็นตัวทำให้เกิดบาดแผลที่ผิวหนังโดยควบคุมความลึก และมีระยะห่างระหว่างจุดแผล ก็จะทำให้สามารถควบคุมการทำลายผิวได้ดีกว่า ทำให้การซ่อมแซม และสร้างผิวใหม่ทำได้เร็วขึ้นด้วย เพราะผิวหนังส่วนที่เป็นแผล ยังมีส่วนที่เป็นผิวปกติแทรกอยู่ คือเราจะมองเห็นเป็นจุด ๆ เรียงตัวเป็นตารางหมากรุก หรือเปรียบเสมือนรูจากหัวฝักบัวนั่นเอง โอกาสการเกิดผลค้างเคียงต่าง ๆจะต่ำลง และทำให้การรักษาแผลเป็นทำได้ดีขึ้น เทคโนโลยีนี้เลยเกิดเป็นที่มาของคำว่า Fractional Laser นั่นเอง ซึ่งแนวคิดเทคนิคนี้มีมาประมาณ 10 ปีแล้ว และมีเครื่องเลเซอร์ที่ใช้เทคนิคนี้มากมายหลายยี่ห้อเช่น Fraxel, Fine Scan และ E-matrix เป็นต้น ซึ่งใช้หลักการเดียวกันหมดคือ ทำให้เกิดบาดแผลที่ผิวหนัง แต่อาจแตกต่างกันในแง่ต้นกำเนิดพลังงาน เช่น เป็นเลเซอร์คนละชนิดกันหรือใช้พลังงานจากคลื่นวิทยุ หรือที่เรียกว่า RF เป็นต้น

เครื่องมือรุ่นใหม่ๆก็ใช้หลักการเดียวกันหมด เพียงแต่เปลี่ยนต้นกำเนิดพลังงาน หรือเทคนิคการปล่อยพลังงานที่แตกต่างกันเท่านั้น ทุกยี่ห้อต่างก็เคลมว่าของตัวเองดีที่สุดในการรักษาแผลเป็นหลุมสิว

อีกเรื่องที่ต้องพิจารณาในการรักษาแผลเป็นหลุมสิวก็คือ การมีพังผิดที่ยึดติดที่ก้นแผล โดยเฉพาะแผลเป็นหลุมใหญ่ฐานกว้าง เป็นแอ่งกระทะ เราทราบว่าการรักษาที่ไม่ค่อยได้ผล เพราะใต้แผลเป็นเหล่านี้มีพังผืดเกาะยึดอยู่ทำให้การยกตัวตื้นขึ้นมาของหลุมแผลเหล่านี้ไม่ดี ในอดีตแพทย์ผิวหนังก็พยายามเลาะพังผืดแบบนี้เช่นกันโดยการใช้เข็มคมขนาดใหญ่เป็นตัวช่วยตัดพังผืดออก ที่เรียกว่าการทำ Subcision หรือการตัดพังผืดหลุมสิว ซึ่งก็ไม่ค่อยได้ผล เพราะเข็มเล็กทำได้ไม่ทั่วถึง หรือถ้าใช้เข็มใหญ่มาตัดเลาะ ก็อาจสร้างพังผืดใหม่ขึ้นอีก อีกทั้งยังทำให้ผิวบอบช้ำมาก แม้แต่ในปัจจุบันแพทย์ไทยหลายๆท่านก็ยังให้การรักษาด้วยวิธีนี้อยู่

ภาพแสดงการใช้เข็มตัดเลาะพังผืดใต้ผิวแบบเก่า หรือ Subcision

เทคนิคใหม่เพื่อการรักษาแผลเป็นหลุมสิว ร่องติดลึก รูขมขนกว้าง และกระตุ้นการสร้างผิวใหม่

AIC Clinic ได้พัฒนาแนวคิดในการรักษาแผลเป็นหลุมสิวใหม่มาตั้งแต่ปี 2012 โดยอาศัย 3 หลักการคือ 1. เลาะพังผืดใต้ผิว 2. กระตุ้นให้มีการบาดเจ็บที่ผิวเพื่อให้ผิวซ่อมแซมตัวเอง 3. ใช้ Growth factor และอาหารผิวเพื่อกระตุ้นให้เซลผิวสามารถสร้างผิวใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ทั้ง 3 องค์ประกอบนี้เป็นที่มาของ การรักษาแผลเป็น และหลุมสิวด้วยอากาศแรงดันสูง หรือ Air Dissector นั่นเอง โดยหลักการก็คือ เลาะพังผืดที่ยึดเกาะผิวออกจากเนื้อเยื่อด้านล่าง ผิวหนังส่วนนั้นก็จะยกตัวลอยขึ้นมา คล้ายที่ผมเคยนำเสนอเรื่องการฉีดสารเติมเต็ม Filler ให้สวยโดยการใช้เข็มปลายทู่เลาะพังผืดใต้ผิวก่อนนั่นเอง แต่ต่างกันตรงที่อุปกรณ์ชนิดนี้ใช้กับผิวชั้นบน หรือในชั้นหนังแท้เลย โดยการใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า Intradermal Air Dissector ซึ่งใช้ความเร็วและความแรงของอากาศเป็นตัวเลาะพังผืด ผ่านเข็มขนาดที่เล็กมาก คือเบอร์ 31 G (เท่ากับเข็มที่ใช้ฉีดโบท๊อกซ์) ทำให้มั่นใจได้ว่าไม่มีการทำลายผิวจนเกิดพังผืดเพิ่มขึ้น อีกทั้งชั้นผิวที่แยกออกก็เสมือนการบาดเจ็บและเกิดการกระตุ้นให้ซ่อมแซมตัวเอง และการใช้น้ำเลี้ยงเซลต้นกำเนิดร่วมด้วย (หรือที่เรียกว่าน้ำเลี้ยงเสต็มเซล) ก็ยิ่งทำให้การแบ่งตัวสร้างเซลผิวใหม่ดียิ่งขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ ทั้งแผลเป็น หลุมสิว ร่องติดลึก รอยแตกลายของผิว ค่อยๆหายไป และยังทำให้รูขุมขนเล็กลง ได้ผิวใหม่พร้อมหน้าใสอีกด้วย ที่สำคัญ หลังการรักษาไม่ต้องหลบแดด ไม่มีผลข้างเคียงต่างๆเหมือนใช้เลเซอร์ เช่น ตกสะเก็ตหลังการรักษา ใบหน้าแสบร้อน ผิวบางลง เห็นเส้นเลือดฝอยที่ใบหน้าเพิ่มขึ้น และหน้าคล้ำดำหลังถูกแดดเป็นต้น ซึ่งถือได้ว่าวิธีการรักษาแบบใหม่นี้เป็นนวัตกรรมใหม่แห่งทศวรรษเพื่อการรักษาแผลเป็นหลุมสิวเลยทีเดียว

ข้อจำกัดของการรักษาด้วย Air Dissector
การรักษาด้วยอากาศแรงดันสูง หรือ Air Dissector ไม่มีผลข้างเคียงที่อันตราย มีหน้าแดงเล็กน้อย มีรอยเข็มบ้าง ส่วนใหญ่มีอาการหน้าบวมตาบวมเนื่องจากอากาศใต้ผิว ซึ่งจะค่อยๆหายไปภายใน 24-48 ชั่วโมง ไม่ต้องระวังหรือดูแลอะไรเป็นพิเศษ ไม่ต้องหลบแดด ทสามารถใช้ชีวิติได้ตามปกติ