การร้อยไหมละลายเกาหลี

การร้อยไหมเพื่อการยกกระชับและปรับรูปหน้า

แพทย์ผู้บุกเบิกนวัตกรรมการร้อยไหมละลายเกาหลี เทคนิค ULTRA V LIFT ของเมืองไทย

นวัตกรรมการร้อยไหมเพื่อการยกกระชับนั้นมีมานานกว่า 20 ปี โดยเริ่มที่ยุโรป โดยในช่วงแรกๆ ใช้หลักการง่ายๆ คือใช้ไหมเย็บผิวส่วนที่หย่อนคล้อย ซึ่งโดยมากแล้วก็คือส่วนล่างของใบหน้าแล้วยกขึ้นนำไปผูกติดกับส่วนบนของใบหน้าต่อมาก็พัฒนารูปแบบโดยใช้เป็นไหมชนิดที่มีแง่งเกี่ยว เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเย็บผูกติดแต่อาศัยแง่งเหล่านี้เป็นตัวเกี่ยวผิวไว้ แต่เนื่องจากไหมชนิดนี้มีเส้นใหญ่ทำให้กระบวนการรักษาเกิดความบอบช้ำมากและผลการรักษาก็ไม่เป็นธรรมชาติ อีกทั้งผิวหนังซึ่งเป็นเนื้ออ่อนสามารถยืดหยุ่นได้ ทำให้ผลการรักษาอยู่ได้ไม่นาน การรักษาด้วยวิธีการร้อยไหมจึงไม่เป็นที่นิยมทำให้คนไทยแทบไม่เคยได้ยินเรื่องการร้อยไหมเลยในช่วง 10 ปีก่อน

ต่อมาช่วงประมาณ ปี 2550 เริ่มมีผู้นำเอาไหมทองเข้ามาในเมืองไทย โดยใช้หลักการตลาดที่ทำให้รู้สึกว่าทองเป็นของแพงของบริสุทธิ์ สามารถกระตุ้นผิวให้ยกกระชับได้ทำให้มีราคาค่ารักษาสูงเป็นหลักล้านบาทในแต่ละครั้ง หลักการรักษาต่างจากไหมที่มีแง่งเกี่ยว เนื่องจากไหมทองไม่มีแง่งเกี่ยว การร้อยคือการสอดไหมทองเข้าใต้ผิว แล้วให้ไหมทองไปกระตุ้นผิวเองทำให้ผิวเกิดการยกกระชับ แต่เนื่องจากทองซึ่งเป็นโลหะ และไม่สลายตัวจะอยู่ในร่างกายตลอดไป ทำให้เกิดความกลัวผลข้างเคียงระยะยาว เช่น เกิดพิษโลหะ เป็นต้น หรือการเข้าเครื่องเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ แล้วโลหะทองเหนี่ยวนำทำให้เกิดความร้อนและเป็นอันตรายต่อผิวได้ และที่สำคัญเมื่อร้อยไหมทองแล้วจะไม่สามารถเอาออกได้ปัญหาเหล่านี้ทำให้ความนิยมในการร้อยไหมทองค่อยๆ ลดลง

ในช่วงปลายปี พศ. 2553 แพทย์ชาวเกาหลีชื่อ Dr. Kwon Han Jin ได้คิดค้นวิธีการร้อยไหมแบบใหม่ขึ้นมาเรียกว่าเทคนิค Ultra V Lift โดยได้เชิญ นพ.พุฒิพงศ์ ภูมิสุวรรณ ร่วมทำวิจัยค้นคว้าเทคนิคการร้อยไหมแบบใหม่ โดยเทคนิคใหม่นี้คือการนำเอาวัสดุที่สลายตัวได้ที่ชื่อว่า PDO (Polydioxanone) ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ทำไหม ซึ่งใช้ในงานศัลยกรรมหลอดเลือดและหัวใจในเด็ก ไหมแบบใหม่นี้จะมีขนาดเล็กมากคือมีขนาดเท่าเส้นผม และสลายตัวหมดภายใน 6-8 เดือน หลักการก็เหมือนไหมทอง คือเมื่อร้อยเข้าไปใต้ผิวมันจะไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและทำให้เกิดการยกกระชับ และไหมจะสลายตัวหมดไปเองไม่ต้องกังวลเรื่องสารตกค้าง และในกลางปี 2554 Dr. Kwon Han Jin และ นพ.พุฒิพงศ์ ภูมิสุวรรณ ก็ได้ร่วมกันเปิดตัวเทคนิคการร้อยไหมแบบใหม่นี้ในงานสัมมนาสมาคมแพทย์ความงามที่กรุงเทพ นับแต่นั้นเพียงไม่กี่เดือนเทคนิคการร้อยไหมนี้ก็โด่งดังและแพร่หลายไปทั่วเมืองไทย ทำให้คุณหมอพุฒิพงศ์ ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ความงามว่าเป็นแพทย์ต้นแบบ และผู้บุกเบิกการร้อยไหมละลายเกาหลีของเมืองไทย

ปัจจุบันเทคนิคการร้อยไหมได้มีการพัฒนาไปมาก ทั้งตัวไหมเองก็มีการพัฒนาขึ้นเพื่อให้ได้ผลการรักษาดีขึ้นและอยู่ได้นานขึ้น ไหมชนิดที่มีแง่งหรือมีกรวยก็ออกแบบใหม่ให้มีขนาดเล็กลง เพื่อจะได้ไม่บอบช้ำมากหลังการรักษา ไหมเส้นเล็กชนิดที่ไม่มีแง่งก็ปรับเปลี่ยน เช่น ทำเป็นเส้นคู่บิดเกลียว เป็นต้น เทคนิคการร้อยไหมของคุณหมอพุฒิพงศ์ ใช้หลักการผสมผสาน ตามสภาพปัญหาและลักษณะโครงใบหน้า บางรายต้องมีการใช้ไหมหลายๆ ชนิดพร้อมๆ กัน หรืออาจต้องร้อยไหม 2 ชั้น เป็นต้น ทั้งนี้การรักษาด้วยการร้อยไหมของคุณหมอพุฒิพงศ์ไม่เพียงช่วยเรื่องการยกกระชับแต่ยังสามารถช่วยปรับรูปหน้าได้ด้วย