การแก้ปัญหาร่องและถุงใต้ตา

การแก้ปัญหาร่องและถุงใต้ตา

คืนความหนุ่มสาวให้ดวงตาด้วยเทคนิค VIRGIN EYES LIFT ตอนที่ 1

เมื่อนึกถึงความแก่ชราคนส่วนใหญ่นึกถึงริ้วรอยเหี่ยวย่นและการหย่อนคล้อย ซึ่งก็ถูกต้องครับ แต่ไม่ถูกเสียทั้งหมด เทรนด์ความงานในปัจจุบันยอมรับว่าการมีริ้วรอยเหี่ยวย่นนั้นจะทําให้ดูดี ดู สมวัย โดยเฉพาะผู้ชายวัยกลางคนขึ้นไป การมีริ้วรอยเหี่ยวย่นบ้างกลับทําให้ดูมีเสน่ห์ ดูภูมิฐาน และดูน่าเกรงขาม เป็นต้น เราจึงเห็นภาพริ้วรอยเหี่ยวย่นของดาราฮอลลีวูดที่โฆษณาให้สินค้าต่างๆ ที่ต้องการความน่าเชื่อถือ ส่วนในทางการแพทย์นั้น การหย่อนคล้อยเป็นผลที่เกิดจากการยุบตัวของเนื้อเยื่อต่างๆ บนใบหน้า ซึ่งหลักๆ คือการยุบตัวของชั้นกระดูกและเนื้อเยื่อไขมันชั้นลึก ดังนั้นริ้วรอยเหี่ยวย่นและการหย่อนคล้อยจึงไม่ใช่สัญญาณความแก่ชราที่มาแรกๆ แต่สิ่งที่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนของความทรุดโทรมบนใบหน้านั้นคือ ร่องและถุงบริเวณใต้ดวงตานั่นเอง ซึ่งอาจพบได้ตั้งแต่วัย 20 ต้นๆ เลยทีเดียว การแก้ปัญหาร่องหรือถุงใต้ดวงตาจึงถือเป็นภาระกิจจําเป็นสําคัญอันดับ 1 ของการย้อนวัยให้ใบหน้าครับ

สาเหตุและปัญหา

ร่องและถุงใต้ตาสามารถพบได้แม้ในผู้ที่อายุน้อย เช่น 15-20 ปี สืบเนื่องมาจากการเจริญเติบโตที่ไม่ดีของกระดูกเบ้าตาล่าง ทําให้ไม่มีตัวค้ำยันเนื้อเยื่อใต้ตา จึงเกิดการยุบและดึงเอาถุงไขมันใต้ลูกตาออกมาที่เรียกว่า Pseudo-herniation of intra-orbital fat นอกจากนี้ยังพบว่าในบางรายกล้ามเนื้อรอบดวงตา (Orbicularis Oculi) ในส่วนที่ปิดเบ้าตา (Palpebral part) ยังบางผิดปกติทําให้ไม่สามารถปิดกั้นถุงไขมันไม่ให้ป่องออกมาได้

สําหรับในวัยกลางคนเมื่ออายุเริ่มมากขึ้นจะเริ่มเห็นร่องใต้ตา และถุงใต้ตาเมื่อกระดูกเบ้าตาและเนื้อเยื่อไขมันชั้นลึกบริเวณใต้ตา (SOOF) เริ่มฝ่อตัว ซึ่งเราสามารถพบร่องใต้ตาในผู้ที่อายุ 30 ปีขึ้นไปได้แทบทุกคน และเมื่ออายุมากขึ้นร่องลึกยิ่งมากขึ้น และถุงใต้ตาก็ค่อยๆ ใหญ่ขึ้นตามมา สภาพเหล่านี้ทําให้ใบหน้าดูทรุดโทรมดูเหมือนคนนอนดึก นอนไม่อิ่ม หรือมีโรคประจําตัว เป็นต้น

แนวทางการรักษา

การรักษาสามารถแบ่งได้ 2 แบบคือการผ่าตัดและไม่ผ่าตัด

1. การผ่าตัด

เป็นวิธีการรักษาที่นิยมในอดีต เพราะคนส่วนใหญ่รวมถึงแพทย์เองก็คิดว่าการผ่าตัดจะแก้ปัญหาได้ทั้งหมด แต่กลับพบว่ามีผลข้างเคียงตามมามากมาย ทั้งรอยแผลเป็นปัญหาใต้ตาแหกอ้าหลังผ่าตัดเป็นต้น ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาแล้วแก้ไขยากมาก บางรายหลังผ่าตัดถึงไม่มีปัญหาแต่ก็ไม่เรียบเนียนยังอาจมีร่องใต้ตาหลงเหลืออยู่ได้

2. การรักษาแบบไม่ผ่าตัดมีหลายวิธี ดังนี้

2.1 การใช้เครื่องมือ

เครื่องเลเซอร์ที่กระตุ้นให้ผิวหดรัด และยกกระชับ เช่น คลื่นวิทยุ หรือ อัลตราซาวด์พลังงานสูง เป็นต้น ผมบอกได้เลยว่าเครื่องมือเหล่านี้แก้ปัญหาได้เพียงแค่บางส่วนในบางกรณีเท่านั้น เนื่องจากไม่ได้แก้ปัญหาการยุบตัวของกระดูกและชั้นไขมันชั้นลึกใต้ดวงตา (SOOF) ได้เลย

ภาพแสดงปัญหาหลังผ่าตัดทั้งรอยแผลเป็นและตาล่างแหกอ้าเห็นตาขาวลอย ซึ่งในทางโหงวเฮ้งแล้วถือเป็นลักษณะที่ไม่ดี

2.2 การฉีดฟิลเลอร์

ส่วนใหญ่ของการฉีดฟิลเลอร์ด้วยวิธีการปกติทั่วไป จะเน้นที่การแก้ไขการยุบตัวของเนื้อเยื่อด้านล่าง แต่การแก้ไขถุงใต้ตาและการหย่อนคล้อยยังทําได้ไม่ดีนัก เนื่องจากกายวิภาคบริเวณรอบดวงตามีความละเอียดอ่อน และแพทย์ที่ทําการฉีดต้องมีความชํานาญอย่างมากที่จะรู้ว่าฟิลเลอร์ที่ฉีดนั้นจะช่วยแก้ไขการยุบตัวบริเวณไหนและมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเลือก ชนิดของฟิลเลอร์ที่เหมาะสม มิเช่นนั้นนอกจากไม่ช่วยแล้วยังเพิ่มปัญหาถุงใต้ตาอีกด้วย ดังนั้นจึงพบว่าแพทย์ส่วนใหญ่จะปฏิเสธการฉีดฟิลเลอร์หากคนไข้มีถุงใต้ตาหรือมีผิวหนังหย่อนคล้อยร่วมด้วย

2.3 การร้อยไหมใต้ดวงตา

อาจช่วยให้ถุงใต้ตาดีขึ้นได้บ้าง เพราะมีการกระชับผิวให้ตึงขึ้นแต่ไม่ช่วยแก้ปัญหาการยุบตัวของเนื้อเยื่อด้านล่าง ดังนั้นจึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้แท้จริง ซึ่งก็คล้ายกับการผ่าตัดเอาถุงไขมันออกแล้วเย็บผิวให้ตึงนั่นเองแต่ร่องบุบก็ยังอยู่ หลังการรักษาจึงไม่ได้ดูดีขึ้นแต่อย่างใด

ภาพการรักษาริ้วรอยเหี่ยวย่นและถุงใต้ตาด้วยเทคนิค
Virgin Eyes Lift ก่อนและหลังการรักษา 1 สัปดาห์

ภาพการรักษาริ้วรอยเหี่ยวย่นและถุงใต้ตา
ด้วยเทคนิค Virgin Eyes Lift

Virgin Eyes Lift เทคนิคใหม่ คืนความหนุ่ม-สาวให้ดวงตา

เป็นเทคนิคใหม่ล่าสุดเพื่อการปรับแก้ปัญหาใต้ดวงตาให้กลับมาดูสดใสอ่อนวัย โดยสามารถแก้ปัญหาได้ทั้งร่องใต้ตา ถุงใต้ตา ริ้วรอยใต้ตา และการหย่อนคล้อย โดยมีหลักการดังนี้

  • แก้การยุบตัวของเนื้อเยื่อด้านล่างโดยการฉีดฟิลเลอร์เนื้อหนักลงไปสองตําแหน่งคือที่ขอบ กระดูกเบ้าตา และที่ไขมันชั้นลึกใต้ดวงตาเพื่อช่วยเพิ่มการคํ้ายัน และช่วยดันถุงไขมันไม่ให้ปลิ้นออกมา ทั้งนี้จําเป็นต้องเลือกใช้ชนิดฟิลเลอร์ให้เหมาะสมด้วย เพราะฟิลเลอร์บางยี่ห้ออาจดูดน้ํามากทําให้ใต้ตาบวมหลังฉีดและต้องเป็นฟิลเลอร์ชนิดที่เนื้อเจลประกอบด้วย HA อนุภาคใหญ่ (Largeparticle HA gel) ที่มีขนาดเท่าๆ กัน เพื่อทําให้การค้ำยันบริเวณกระดูกทําได้ดีกว่า และคงรูปอยู่ได้นานกว่าด้วย
  • แก้ริ้วรอยและการหย่อนคล้อยของผิวหนังใต้ดวงตาโดยฉีดฟิลเลอร์ชั้นตื้น คือฉีดเข้าใต้ ผิวหนังโดยตรงจึงต้องใช้ฟิลเลอร์ชนิดพิเศษ เนื้อนิ่ม ชนิดที่เนื้อเจลประกอบด้วย HA อนุภาคเล็กมาก (Very small-particle HA gel) ที่มีขนาดเท่าๆ กัน ขั้นตอนนี้สําคัญมากเพราะหากใช้ฟิลเลอร์ผิดชนิดจะทําให้ใต้ตาบวมตุ่ยขึ้นและแย่ลง ฟิลเลอร์ชนิดนี้ในต่างประเทศมีชื่อเรียกว่า Vital light ซึ่งใช้สําหรับฉีดเข้าใต้ผิว เสมือนการเติมน้ําหล่อเลี้ยงผิวเพื่อทําให้ผิวฟูหนาตัวขึ้น เนื่องจากฟิลเลอร์ชนิดนี้มีคุณสมบัติพิเศษ คือ มีอนุภาคเล็กและไม่เกาะตัวเป็นก้อน (Low cohesiveness) จึงสามารถกระจายตัวใต้ผิวได้ดี โดยเฉพาะผิวหนังใต้ดวงตาที่บางมาก นอกจากนี้มันยังสามารถช่วยให้ผิวอุ้มน้ำ และสร้างความชุ่มชื่นได้ยาวนาน ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไป ริ้วรอยและผิวหนังที่บอบบางหย่อนคล้อยใต้ดวงตาก็จะค่อยๆ ฟูหนาขึ้น
  • โดยจากประสบการณ์ของผมที่รักษาเคสถุงใต้ตามาหลายร้อยเคสฟิลเลอร์ที่เป็น NASHA technology (Non-Animal Stabilized Hyaluronic Acid) มีความเหมาะสมสําหรับการรักษาด้วยวิธีนี้ เพราะไม่ดูดน้ำและมีความหนาแน่นของเจลมากพอที่จะดันถุงไขมันให้กลับไปอยู่ในกระดูกเบ้าตาและคงตัวอยู่ได้นาน รวมถึง Vital light filler ที่มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ําและเสริมสร้างคอลลาเจน ทําให้ผิวชุ่มชื่นและริ้วรอยรอบดวงตาลดลง

ข้อจํากัดและผลข้างเคียงหลังการรักษา

แทบไม่พบผลข้างเคียงหากรักษาโดยแพทย์ที่ชํานาญ ปัญหาที่พบบ่อยคืออาจมีรอยเขียวช้ำได้หลังการรักษา แม้จะใช้เข็มปลายทู่ก็ตามและบางรายอาจมีอาการบวมของใต้ตาได้เล็กน้อยนาน 1-2 สัปดาห์ สําหรับผู้ที่มีริ้วรอยมาและผิวใต้ตาหย่อนมาก อาจจําเป็นต้องได้รับการเติมฟิลเลอร์เพิ่มเล็กน้อย ในช่วง 3-6 เดือนหลังการรักษาครั้งแรก